วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นายกิติภัฎ บุญหวาน

เรื่อง การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์
และอนุกรมอนันต์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน
อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2551 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
โดยใช้เทคนิค STAD
อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทองสุข วันแสน
ปีที่ทำการวิจัย 2551

บทคัดย่อของ
นายกิติภัฎ บุญหวาน
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions)
2.เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions) ก่อนเรียนและหลังเรียนในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3.เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่ม ความมีวินัยและความพึงพอใจในการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่เรียนโดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions)

วิธีดำเนินการวิจัย
1.กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง
2.การออกแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ออกแบบการวิจัยเป็นการวิจัยทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเดียว โดยมีการทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน
3.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัย 3 ประเภท ดังนี้
3.1แผนการจัดการเรียนรู้ ในการวิจัยครั้งนี้ มีแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 18 แผน โดยมีองค์ประกอบและขั้นตอนการสร้าง ดังนี้
3.1.1องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย
1)สาระสำคัญ
2)ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
3)เนื้อหา / สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 18 แผน แบ่งเนื้อหาเป็นดังนี้ ลำดับอนันต์ พจน์ทั่วไปของลำดับ ลำดับเลขคณิต ลำดับเรขาคณิต ลิมิตของกราฟลำดับอนันต์ ลำดับคอนเวอร์เจนต์ ,ลำดับไดเวอร์เจนต์ ทฤษฎีเกี่ยวกับลิมิต การหาลิมิตของลำดับอนันต์โดยอาศัยทฤษฎีของลิมิต ลำดับคอนเวอร์เจนต์และลำดับไดเวอร์เจนต์ สัญลักษณ์แทนการบวก สมบัติของ การหาค่าของ อนุกรมเลขคณิต ผลบวก พจน์แรกของอนุกรมเลขคณิต อนุกรมเรขาคณิต ผลบวก พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต อนุกรมอนันต์ ผลบวกย่อยของอนุกรมลำดับผลบวกย่อยของอนุกรม ลิมิตลำดับผลบวกย่อยของอนุกรม ผลบวกของอนุกรมอนันต์ และ ทศนิยมซ้ำ
4)กิจกรรมการเรียนรู้ การเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD
5)กิจกรรมต่อเนื่อง
6)บันทึกหลังสอน
7)ปัญหา/อุปสรรค
8)แนวทางแก้ไข/พัฒนา
9)ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร
3.2นวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ การเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD และสื่อที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้
3.2.1ขั้นเตรียมเนื้อหา
1)การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เป็นเนื้อหาใหม่ โดยจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเองรวมทั้งสื่อ วัสดุ อุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้ บัตรเนื้อหา แบบฝึก
2)การจัดเตรียมแบบทดสอบย่อย โดยจัดเตรียม แบบทดสอบหลังเรียน กระดาษคำตอบ และเกณฑ์การให้คะแนน
3.2.2ขั้นจัดทีม
1)ผู้สอนจัดทีมผู้เรียนโดยให้คละกันทั้งเพศและความสามารถ ทีมละ 4 คน ประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน อ่อน 1 คน โดยจัดทีมไว้ล่วงหน้าตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน
3.2.3ขั้นเรียนรู้
1)ผู้สอนแนะนำวิธีการเรียนรู้ โดยทีมวางแผนการเรียนรู้ แบ่งภาระหน้าที่กัน เช่น ผู้อ่าน ผู้หาคำตอบ ผู้สนับสนุน ผู้จดบันทึก ผู้ประเมินผล สมาชิกในแต่ละ
2)กลุ่มศึกษาเนื้อหาสาระและทำกิจกรรมตามใบงานที่ผู้สอนกำหนด ผู้เรียนหรือสมาชิกแต่ละกลุ่มประเมินเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา
3.2.4 ขั้นทดสอบ
1)โดยผู้เรียนแต่ละคนทำการทดสอบย่อย เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ได้เรียนรู้จากข้อทดสอบของผู้สอน
2)ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันตรวจผลการทดสอบของสมาชิกแต่ละคน ทีมจัดทำคะแนนการพัฒนาของสมาชิกแต่ละคน และคะแนนการพัฒนาของกลุ่ม
3)ให้แต่ละทีมนำคะแนนการพัฒนาของทีมไปเทียบกับเกณฑ์ เพื่อหาระดับคุณภาพโดยกำหนดเกณฑ์ระดับคุณภาพเป็นควรปรับปรุง(ต่ำกว่า60%) พอใช้ (60%-69%) ดี(70%-79%) ดีมาก(80% ขึ้นไป)
3.2.5ขั้นการรับรองผลงานและเผยแพร่ชื่อเสียของทีม เป็นการประกาศผลงานของทีมว่าแต่ละทีมอยู่ในระดับคุณภาพใด รับรอง ยกย่อง ชมเชยทีมที่มีคะแนนการพัฒนาสูงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศ ให้รางวัล ลงจดหมายข่าว ประกาศเสียงตามสาย
3.3เครื่องมือประเมินผลนักเรียน
3.3.1แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
3.3.2แบบประเมินทักษะการทำงานกลุ่ม และเกณฑ์การประเมิน จำนวน 1 ชุด ทักษะการทำงานกลุ่มประกอบด้วย การร่วมคิด 3 คะแนน การทำงานกลุ่มที่มอบหมาย 3 คะแนน ผลงานกลุ่ม 2 คะแนน และการนำเสนอผลงาน 2 คะแนน รวม 10 คะแนน
3.3.3แบบประเมินความมีวินัย และเกณฑ์การประเมิน จำนวน 1 ชุด ความมีวินัยประกอบด้วย การเข้าเรียน 3 คะแนน การส่งงาน 3 คะแนน ความรับผิดชอบ 2 คะแนน และการแต่งกาย 2 คะแนน รวม 10 คะแนน
3.3.4 แบบประเมินความพึงพอใจ และเกณฑ์การประเมิน จำนวน 1 ชุด ความพึงพอใจประกอบด้วยด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนการสอน
การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้
1.ทดสอบก่อนเรียน ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้น เป็นการเก็บข้อมูลก่อนทดลอง (Pre-test) ในวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
2.ดำเนินการสอนตามแผนการสอนที่กำหนดไว้ โดยใช้ระยะเวลาทดลอง 18 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
3. เมื่อดำเนินการทดลองเสร็จสิ้นลงตามระยะเวลาที่กำหนด ก็ทำการทดสอบทันทีด้วยแบบทดสอบฉบับเดียวกันกับก่อนเรียน เป็นการเก็บข้อมูลหลังเรียน (Post-test) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
4.การทดสอบเสร็จสิ้นลงก็ให้นักเรียนทำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่สร้างขึ้น จำนวน 17 ข้อ ประกอบด้วยด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล และด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนการสอน ในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 โดยใช้เวลา 20 นาที

การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลของตนเองและศึกษาตัวอย่างจากเอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่เป็นแนวทางคล้ายกันตามรายละเอียดดังนี้
1.วิเคราะห์ผลการศึกษาผลการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD มีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
1.1วิเคราะห์ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์ก่อนและหลังการจัดการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยการหาค่าร้อยละ
1.2วิเคราะห์ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์ก่อนและหลังการจัดการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )
2.วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียน แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการหาค่า ในกรณีที่ กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน
3.วิเคราะห์ผลการศึกษาทักษะการทำงานกลุ่ม ความมีวินัย และความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ของนักเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD มีผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
3.1วิเคราะห์ผลการศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD
3.1.1วิเคราะห์ผลการศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่า ร้อยละ
3.1.2วิเคราะห์ผลการศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)
3.2วิเคราะห์ผลการศึกษาความมีวินัยในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD
3.2.1วิเคราะห์ผลการศึกษาความมีวินัยในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าร้อยละ
3.2.2วิเคราะห์ผลการศึกษาความมีวินัยในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)
3.3วิเคราะห์ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD
3.3.1วิเคราะห์ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าร้อยละ
3.3.2วิเคราะห์ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

สรุปผลการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลได้ดังนี้
1.ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions) กำหนดเกณฑ์ผ่าน 60% โดยการหาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลสรุปว่า กรณี ก่อนเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ ผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 0.00 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ อยู่ในระดับต่ำ ( = 11.58 และ = 4.05 ) กรณีหลังเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100.00 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์อยู่ในระดับปานกลาง ( = 30.13 และ = 3.19)
2.ผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องลำดับอนันต์ และอนุกรมอนันต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียน แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการหาค่า ในกรณีที่ กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนอย่างเห็นได้ชัด
3.ผลการศึกษาทักษะการทำงานกลุ่ม ความมีวินัย และความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ของนักเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยการจัดการเรียนแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD
ผลการศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) กำหนดเกณฑ์ผ่าน 70% ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลสรุปว่า นักเรียน มีทักษะการทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 24 คน คิดเป็น ร้อยละ 100.00 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 0 คน คิดเป็นร้อยละ 0.00 นักเรียนมีทักษะการทำงานกลุ่ม ในระดับปานกลาง ( = 7.45 และ = 9.81 )
ผลการศึกษาความมีวินัยในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) กำหนดเกณฑ์ผ่าน 70% ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลสรุปว่า นักเรียนมีวินัยในการเรียน ผ่านเกณฑ์ประเมินจำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 0 คน คิดเป็นร้อยละ 0.00 นักเรียนมีวินัยในการเรียนในระดับสูง ( = 8.97 และ = 0.43 )
ผลการศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับอนันต์และอนุกรมอนันต์ที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์โดยการหาค่าร้อยละ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 87.89 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ( = 4.39 และ = 0.23) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด จำนวน 6 ข้อ คือ ข้อ 2.5 ผู้สอนเป็นกันเองกับนักเรียน, ข้อ 3.1 สื่อการเรียนการสอนเหมาะสมกับเนื้อหา, ข้อ 4.1 ครูใช้วิธีการประเมินที่เหมาะสม, ข้อ 4.2 ครูใช้หลักเกณฑ์การประเมินผลที่เป็นธรรม, ข้อ 4.3 นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน และข้อ 5.2 นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ( = 4.75 , 4.63 , 4.58 , 4.54 , 4.67 และ = 0.44 , 0.49, 0.50 , 0.51 , 0.48) และมีความพึงพอใจในระดับมาก จำนวน 11 ข้อ คือ ข้อ 1.1 เนื้อหาน่าสนใจ, ข้อ 1.2 เนื้อหาเข้าใจง่าย, ข้อ 1.3 เนื้อหามีความเหมาะสมกับเวลา, ข้อ 2.1 สมาชิกในกลุ่มให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม, ข้อ 2.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน, ข้อ 2.3 บรรยากาศในห้องเรียนและสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียน, ข้อ 2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสมกับเวลา, ข้อ 3.2 สื่อการเรียนการสอนดึงดูดความสนใจ, ข้อ 3.3 สื่อการเรียนการสอนมีความหลากหลาย, ข้อ 3.4 สื่อการสอนแปลกใหม่ทันสมัย และ ข้อ 5.1 นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี ( = 4.29, 4.38, 4.29, 4.25, 4.17, 4.29, 4.00, 4.42, 4.46, 3.92, 4.42 และ = 0.69 , 0.49 , 0.62 , 0.68 , 0.82 , 0.75 , 0.72 , 0.51 , 0.78 , 0.65)

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

เผยแพร่ผลงาน นายกระจ่างแจ้ง ลวดเงิน

ชื่องานวิจัย รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการขยายพันธุ์พืช กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ อำเภอเขวาสินรินทร์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดสุรินทร์ เขต 1
ผู้ศึกษา นายกระจ่างแจ้ง ลวดเงิน
ปีที่วิจัย 2550 บทคัดย่อ

แบบฝึกทักษะเรื่องการขยายพันธุ์พืช อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ อำเภอเขวาสินรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดสุรินทร์ เขต 1 เพื่อหาประสิทธิภาพชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การขยายพันธุ์พืช ตามเกณฑ์ 80 / 80 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าชุดใบความรู้และแบบฝึกทักษะจำนวน 6 ชุด และแบบประเมินคุณภาพแบบฝึกทักษะสำหรับผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่า t- test (Dependent Samples)
ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ 87.89 / 89.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 แสดงว่าชุดแบบฝึกทักษะเรื่องการขยายพันธุ์พืชที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพจึงนำแบบฝึกทักษะนี้ไปใช้งานได้



Free Phones
T-Mobile Phones

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

เรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านตะเคียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3
จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2550 เรื่อง การใช้อเนกรรถศัพท์
ผู้ศึกษา เที่ยง เกตุโสระ
หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนบ้านตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ปีที่ศึกษา 2550
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 เรื่อง การใช้อเนกรรถศัพท์ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนา บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการใช้อเนกรรถศัพท์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551โรงเรียนบ้านตะเคียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการใช้อเนกรรถศัพท์และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียน หลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านตะเคียน อำเภอกาบเชิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน
20 แผน บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 4 เล่ม แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน จำนวน 1 ชุด มี 30 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 1 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ หาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า T-test
สรุปผลการวิจัย
1. บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องอเนกรรถศัพท์ ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (E1/E2 = 80/80) ทุกชุด
2. นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยก่อนเรียน มีผลการเรียนในระดับต่ำ และหลังเรียนผลการเรียนอยู่ในระดับสูงโดยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
3. นักเรียนความพึงพอใจในการเรียน ปรากฏว่านักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากและมากที่สุด
div align="center">



Keith tickets WWE Smackdown tickets

รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวันชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้ศึกษา นางนันทา เกตุโสระ
หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนบ้านตะเคียน อำเภอกาบเชิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 3
ปีที่รายงาน 2551

บทคัดย่อ

จากประสบการณ์การสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และการประมวลเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา การแสวงหาความรู้ และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากการเรียนรู้ ประกอบกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กำหนดจุดประสงค์ที่จะพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนให้สูงขึ้น กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณภาพดังกล่าว
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวันที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนบ้านตะเคียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 27 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน จำนวน 40 ข้อ ค่าความยากง่ายรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.67 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.22 ถึง 0.87 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 และแบบวัดความพึงพอใจ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.31 ถึง 0.70และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82

ผลการศึกษาพบว่า
1.ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.38/85.65
2.ดัชนีประสิทธิผลชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6291
3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง
สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการบูรณาการสาระความรู้ต่างๆ ที่อยากรู้ ให้เอื้อต่อกันหรือร่วมกันเสริมสร้างความคิด
การทำงานร่วมกัน ตลอดถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จนสามารถนำประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกไปใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงควรส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นายทนงศักดิ์ แท่นแก้ว

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
ผู้ศึกษาค้นคว้า นายทนงศักดิ์ แท่นแก้ว
โรงเรียน โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
ปีที่พิมพ์ 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3.) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 17 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำนวน 12 แผน 2) แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำนวน 12 ชุด มีประสิทธิภาพเท่ากับ 95.72/92.26
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อตั้งแต่ 0.32 ถึง 0.80 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.70 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 4) แบบสอบถามเจตคติของนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
1. แบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 95.72/92.26 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การใช้ส่วนต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย


วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นายวินัย ผดุงเจริญ

ชื่อเรื่อง รายงานพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเรื่องการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านใต้ฆ้องโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
ผู้รายงาน วินัย ผดุงเจริญ.(2552).
ปีที่รายงาน 2551

บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การดำเนินงานในครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อการจัดทำและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ ให้มีประสิทธิภาพสำหรับการนำไปใช้ พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ พัฒนาความรับผิดชอบ เสริมสร้างเจตคติต่อการเรียน เป็นไปตามความคาดหวังของสถานศึกษาความต้องการโดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องดังนี้

จุดประสงค์การดำเนินงาน
1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
3. เพื่อพัฒนาความรับผิดชอบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
4. เพื่อเสริมสร้างเจตคติต่อการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

การดำเนินงานพัฒนา
กระบวนการจัดทำและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ
1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการของผู้เรียน
2. ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา
3. ศึกษารายละเอียดและแนวทางสำหรับการดำเนินงาน
4. วิเคราะห์ทางเลือกเพื่อนำมาใช้สำหรับการดำเนินงาน
5. กำหนดจุดประสงค์ วางแผนการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
6. การออกแบบกิจกรรมและจัดทำให้สัมพันธ์และสอดคล้อง
7. จัดทำแผนการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
8. นำแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำก่อนเรียน และหลังเรียน เสนอผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ตรวจสอบให้คำแนะนำและข้อสังเกต รวมทั้งประเมินคุณภาพ ปรากฏว่า แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียน คำควบกล้ำ มีคุณภาพอยู่ในระดับ 4.55 และได้ดำเนินการปรับปรุงทั้งในส่วนของแผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
9. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
10. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับดี
11. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีเจตคติต่อการเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
1. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบ
เลือกตอบ 3 ตัวเลือก
2. แบบสอบถามความรับผิดชอบด้านการทำงาน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า
5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ
3. แบบสอบถามทางเจตคติ เป็นการวัดรายพฤติกรรมของผู้เรียน เกี่ยวกับการเห็น
ความสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีลักษณะเป็นมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
จำนวน 10 ข้อ

การนำแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำไปใช้
เมื่อได้แบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพ ได้นำแบบฝึกเสริมทักษะไปใช้จริงในกลุ่ม
เป้าหมาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านใต้ฆ้องโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ตั้งแต่วันที่ 1 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 4 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 โดยมีรายละเอียด
1. ชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้ บทบาทของนักเรียน แนวการปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนรู้
และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนในกลุ่มเป้าหมาย
2. ดำเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
3. ดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
4. ดำเนินการวัดผลระหว่างเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
5. แจ้งผลการวัดและประเมินผลระหว่างเรียน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือสำหรับนักเรียน
ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
6. ดำเนินการทดสอบหลังเรียน
7. ดำเนินการวัดแบบสอบถามความรับผิดชอบ
8. ดำเนินการวัดเจตคติ
ผลการดำเนินงาน
1. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านใต้ฆ้องโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
ที่จัดทำและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.53 /94.07
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความรับผิดชอบด้านการทำงานอยู่ในระดับดี
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีเจตคติต่อการเรียนอยู่ในระดับดี

อภิปรายผล
ผลจากการดำเนินงานทักษะและประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย
ที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาใช้ในการอภิปรายผลจำแนกตามผลการดำเนินงาน ดังนี้
1. การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำที่จัดทำและพัฒนาขึ้น
มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดทั้งนี้เป็นผลมาจากกระบวนการจัดทำและพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาสภาพปัญหา การวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา ศึกษารายละเอียดวิเคราะห์ทางเลือกกำหนดจุดประสงค์การออกแบบกิจกรรม การทำแผนประกอบการใช้แบบฝึก การนำเสนอผู้เชี่ยวชาญและการทดลองใช้และสรุปความรู้ แสดงว่าแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ ที่ได้จัดทำขึ้นเป็นการฝึกเสริมทักษะทางภาษาไทยอย่างถูกต้องสามารถนำไปใช้ในการฝึกทักษะการใช้คำให้ถูกต้องได้ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ในมาตรา 23 กระบวนการเรียนรู้ได้กำหนดให้เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งการที่แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยที่จัดทำขึ้นดังกล่าว มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นเพราะแบบฝึกเสริมทักษะแต่ละแบบฝึกมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ดี สามารถดึงดูดความสนใจและสมาธิของเด็กด้วยมีภาพประกอบที่สวยงาม น่าสนใจ มีกิจกรรม ฝึกเรียงลำดับ จากง่ายไปหายาก สอดคล้องกับ ศุภมาศ ด่านพานิช(2541 : 61) ที่กล่าวว่า เด็กควรมีการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก มีลำดับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ฝึกให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน
จากผลการรายงานนับได้ว่า แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ
เน้นการฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง มีวิธีการฝึก จากง่ายไปหายาก ด้วยกิจกรรมแบบฝึกที่น่าสนใจ เมื่อนักเรียนได้รับการฝึกที่ผู้รายงานจัดทำขึ้นนี้ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้า
ในการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นเป็นแบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้รายงานจัดทำขึ้นมี
ประสิทธิภาพดี สามารถนำไปใช้ฝึกเสริมทักษะภาษาไทย การอ่านการเขียนคำควบกล้ำ ให้กับนักเรียนและเป็นแนวทางในการทำแบบฝึกอื่นๆ ได้
2. ผู้เรียนมีทักษะการอ่านการเขียนเป็นไปตามเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด พิจารณา
จากผลการเปรียบเทียบแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งพบว่า นักเรียนมีคะแนนทดสอบ
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งนี้เนื่องจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำควบกล้ำ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีกระบวนการและวิธีการที่ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนที่พัฒนาขึ้นมานั้นมุ่งตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐาน การเตรียมความพร้อมหรือเนื้อหาเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจทักษะและกระบวนการ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองตามศักยภาพและมีคุณภาพตามคาดหวัง นอกจากนี้ในระหว่างการใช้ครูผู้สอนได้มีบทบาทในการติดตามให้การสนับสนุนและช่วยเหลือสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เช่น ให้คำแนะนำ อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ รวมทั้งกระตุ้นให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนทุกคนบรรลุตามผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ กระบวนการและกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะการอ่านการเขียนเป็นไปตามจุดประสงค์การดำเนินงานที่วางไว้ เช่นเดียวกับแนวการจัดการศึกษาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดว่าครูผู้สอนควรจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมสื่อการเรียน และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งแนวคิดที่ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถทางการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตามธรรมชาติ และตามศักยภาพการจัดกระบวนการเรียนรู้ ต้องจัดเนื้อหาสาระให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลรวมทั้งการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546 : 11 – 12) เช่นเดียวกับผลการวิจัยและแนวคิดของ อรสุดา โค้วบ้วนอาน (2541 : 31) ได้ระบุกิจกรรมที่นำมาใช้ควรลำดับขั้นตอนการเรียนการสอน ซึ่งเริ่มจากครูออกแบบฝึกให้นักเรียนทำแบบฝึกแต่ละแบบฝึกหลังจากนั้นอธิบาย การทำแบบฝึกตามคำชี้แจง พร้อมทั้งสาธิตการทำแบบฝึกให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง เมื่อนักเรียนเข้าใจวิธีการทำแบบฝึกแล้ว ครูจึงให้นักเรียนลงมือทำแบบฝึกด้วยตนเอง ถ้านักเรียนคนใดยังไม่เข้าใจและยังทำผิดอยู่ ก็ให้ครูอธิบายและสาธิตการทำแบบฝึกอีกครั้งเช่นเดียวกับแนวคิดของ นาที เกิดอรุณ (2538 : 105) ยังกล่าวว่า ในการทำแบบฝึกครูควรอธิบายพร้อมยกตัวอย่างให้นักเรียนดูก่อน เมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว จึงให้นักเรียนลงมือทำแบบฝึกด้วยตนเอง ในการทำแบบฝึกครูควรให้นักเรียนทำแบบฝึกทีละแบบฝึกในกรณีที่นักเรียนทำแบบฝึกผิด ครูจะอธิบายให้นักเรียนฟังพร้อมยกตัวอย่างให้นักเรียนดูอีกครั้งเพื่อสร้างความเข้าใจแล้วให้ทำแบบฝึก
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความรับผิดชอบด้านการทำงานอยู่ในระดับดีทั้งนี้
เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกครั้งได้มีกิจกรรมเสริม เพื่อให้นักเรียนได้ตระหนักเห็นความ
สำคัญและความจำเป็นในการปฏิบัติงานร่วมกัน โดยใช้กิจกรรมอย่างหลากหลาย เช่นเดียวกับ
แนวคิดของแคทเทล (ภารดี ศรีทอง. 2543 : 16 : อ้างอิงมาจาก Cattell. 1963 : 145) ได้อธิบายว่า บุคคลที่มีความรับผิดชอบสูงจะต้องมีความบากบั่นพากเพียร ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ ส่วนบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่ำ จะถือเอาความสะดวกเป็นเกณฑ์มักหลีกเลี่ยงกฎข้อบังคับเช่นเดียวกับแนวคิด
ของพิจิตรา พงษ์จินดากร (2525 : 146 – 147) ได้กล่าวถึงผลดีของความรับผิดชอบและผลเสียของการขาดความรับผิดชอบว่า คนที่มีความรับผิดชอบย่อมทำงานสำเร็จตามเป้าหมายได้ทันเวลา คนที่ไม่มีความรับผิดชอบมักจะทำงานไม่บรรลุจุดหมายได้ทันเวลา

4. นักเรียนมีพฤติกรรมด้านเจตคติที่ดีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดย
ภาพรวมอยู่ในระดับดี ทั้งนี้เนื่องจากแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนคำนึงถึงหลักจิตวิทยา
แนวคิดที่เกี่ยวข้องมาใช้เป็นแนวทางและหาวิธีการ เพื่อให้นักเรียนมีความสุขกับการปฏิบัติกิจกรรม
โดยการเรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหานามธรรม จากสิ่งที่เรียนรู้ไปหาสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้ นอกจากนั้นยังมีการออกแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนให้มีลักษณะที่
จูงใจให้นักเรียนอยากเรียนรู้ จัดระบบในการนำเสนอเนื้อหากิจกรรมในการปฏิบัติไปในแนวเดียวกัน รวมทั้งการนำเสนอเนื้อหาที่มีความยากง่ายพอสมควรสอดคล้องกับวุฒิภาวะความพร้อมของผู้เรียนสอดคล้องกับแนวคิดของ กุศยา แสงเดช (2545: 6) ได้กล่าวถึงลักษณะแบบฝึกที่ดีคือ เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว เหมาะสมกับระดับชั้นหรือวัยของผู้เรียนมีคำชี้แจงสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจใช้เวลาที่เหมาะสมมีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถควรมีข้อแนะนำการใช้มีการให้เลือกตอบอย่างจำกัดและตอบอย่างเสรีถ้าเป็นแบบฝึกหัดที่ต้องการให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกควรมีหลายรูปแบบและควรใช้สำนวนภาษาง่ายๆ ฝึกให้คิดและสนุกสนานและแนวคิดของ วรสุดา
บุญไวโรจน์ (2536 : 37) ที่ได้เสนอแนะลักษณะของแบบฝึกที่ดี คือ ควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่ง
และวิธีทำมีความหมายต่อผู้เรียน และตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก ลงทุนน้อยใช้ได้นานๆ และทันสมัยอยู่เสมอภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ตั้งแต่หน้าปกถึงหน้าสุดท้าย

ข้อเสนอแนะ
ผลจากการดำเนินงานการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนครั้งนี้
สามารถสรุปประเด็นสำคัญออกเป็น 2 ลักษณะ ข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้และข้อเสนอแนะ
เพื่อการพัฒนา โดยมีรายละเอียดแต่ละด้านดังนี้

ข้อเสนอแนะเพื่อการนำไปใช้
การนำแบบฝึกเสริมทักษะไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรคำนึงถึงความพร้อมและปัจจัย
ที่เกี่ยวข้องในหลายด้านดังต่อไปนี้
1. ควรพิจารณาถึงสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นว่า สอดคล้องกับแนวคิดหรือความสำคัญ
และความเป็นมาของปัญหาของแบบฝึกเสริมทักษะหรือไม่
2. ก่อนการนำแบบฝึกเสริมทักษะไปใช้ ต้องศึกษาแนวคิด วิธีการตลอดจนกระบวนการ
ตามที่ระบุไว้ในแบบฝึกเสริมทักษะหรือแผนการจัดการเรียนรู้
3. การใช้แบบฝึกเสริมทักษะมีขั้นตอนที่สำคัญคือ ในการทำแบบฝึกครูควรอธิบายพร้อมยกตัวอย่างให้นักเรียนดูก่อนเมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว จึงให้นักเรียนลงมือทำแบบฝึกด้วยตนเอง
4. บทบาทครูผู้สอนต้องเป็นผู้คอยให้การสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียน ให้ประสบความ
สำเร็จในการปฏิบัติกิจกรรมให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน
5. ควรขอความร่วมมือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น
ผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา หรือชุมชน ท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วม
ในการพัฒนาผู้เรียน

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา
การปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและปัจจัย
หลายประการด้วยเหตุที่ว่า นักเรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคลตลอดจนบริบทที่เกี่ยวข้อง
ด้วยเหตุนี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ควรคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้
1. ความสามารถของผู้เรียนย่อมแตกต่างกันในแต่ละโรงเรียนและแต่ละท้องถิ่น ดังนั้น
จึงควรมีการปรับจุดประสงค์ เนื้อหา และกิจกรรมให้สอดคล้องกับสภาพและปัญหาของนักเรียน ตลอดจนการยืดหยุ่นเวลาตามความเหมาะสม
2. ในการจัดทำและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ ผู้รายงานต้องศึกษาแนวคิด หลักการ
และกระบวนการจัดทำตลอดจนดำเนินการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพ
ของแบบฝึกเสริมทักษะ
3. ควรใช้ความรู้ด้านการออกแบบและการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้แบบฝึกเสริมทักษะ
มีความสวยงาม กระตุ้นและจูงใจให้เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรม
4. ควรใช้ความร่วมมือระหว่างครูผู้สอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนในแต่ละด้าน